ซื้อ-ขายสินค้า มหาสารคาม
Home Sarakam Classified Webboard Sarakham-Localnews ContactUs หน้าแรก แผนผังเว็บไซต์ ติดต่อ

หมู่บ้านหัตถกรรม

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. พิมพ์อีเมล

หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง การทอผ้าพื้นเมือง ที่บ้านหนองเขื่อนช้าง ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม ระยะห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนสายมหาสารคาม - ขอนแก่น ประมาณ 16 กิโลเมตร

ประวัติหมู่บ้าน
          บ้านหนองเขื่อนช้าง เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เมื่อประมาณปี พ.ศ.2230 โดยประชาชนที่อพยพมาจากบ้านเมืองหงส์เมืองทองจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเดิมดินแดนนี้เป็นป่าดงดิบมีสัตว์นานาชนิด ตรงใจกลางมีหนองน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ มีโขลงช้างจำนวนมากมาอาบน้ำอยู่เป็นประจำจนกลายเป็น “เถื่อนช้าง”และได้เพี้ยนมาเป็นเขื่อนช้าง จึงเรียกว่า บ้านหนองเขื่อนช้าง

สภาพพื้นที่
          ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ทั้งหมด 9 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ราบลุ่ม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในการเกษตร มีพื้นที่การเกษตร 5,648 ไร่

การปกครอง แบ่งการปกครองเป็น 3 หมู่บ้าน
          มีจำนวนประชากรทั้งหมด 1896 คน มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าคุ้ม และกรรมการหมู่บ้าน เป็นผู้ปกครองดูแล
หมู่ที่ 7 มี 187 ครัวเรือน จำนวนประชากร 939 คน แยกเป็นชาย 460 คน หญิง 479 คน

 

กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านหนองเขื่อนช้าง
          ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสิ่งทอบ้านหนองเขื่อนช้าง ได้เริ่มทำกันมานานแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความถนัดด้านการทอผ้ามานานแล้ว โดยก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2531 ต่อมาได้พัฒนารูปแบบให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ครั้นมีการแบ่งแยกหมู่บ้านใหม่ จึงได้ขยายกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 3 กลุ่ม
          โดยสมาชิกของกลุ่มจะร่วมกันผลิตสินค้า หรือแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามที่กลุ่มกำหนด สินค้าที่ผลิตได้จะรวบรวมไว้ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย โดยกลุ่มจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการตลาด

ที่อยู่ชุมชน/กลุ่ม : 171 หมู่ 7 ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม 44000
โทรศัพท์ : 08-1974-7667, 0-4375-8203

สินค้าที่น่าสนใจของชุมชน หรือ SMEs  กลุ่มทอผ้าบ้านหนองเขื่อนช้าง : รายการสินค้า 

เกร็ดความรู้

กรรมวิธีขั้นตอนการทำไหม (แบบชาวบ้าน)
          ก่อนที่จะทอผ้าไหมต้องมีขั้นตอนการเตรียมไหมก่อนทอหลังจากผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงไหมแล้วจนตัวไหมทำรังขั้นตอนต่อไปก็คือนำตัวไหมที่มีรังหุ้มอยู่มาต้มเพื่อที่จะนำใยที่หุ้มตัวไหมอยู่ออกมาในรูปของเส้นไหม ซึ่งมีกรรมวิธี ดังนี้

• การสาวไหม 
          ทำได้โดยการต้มตัวไหม โดยใช้หม้อขนาดวัดโดยรอบประมาณ 25 นิ้ว ปากหม้อนั้นครอบด้วยไม้โค้งคล้ายห่วงของถังไม้และใช้ไม้ลักษณะแบนเจาะรูตรงกลางพาดระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และเหนือไม้แบนๆ นี้ มีไม้รอกคล้ายจักรที่ให้หนูถีบ ซึ่งจักรมีลักษณะเป็นรูปกลมๆ จากนั้นเอาฝักไหมที่จะสาวใส่ลงไปในหม้อ ประมาณ 30 - 50 นาที ระหว่างที่รอให้คน ประมาณ 2 - 3 ครั้ง ให้รังไหม สุกทั่วกัน แล้วเอาแปรงชะรังไหมเบาๆ เส้นไหมก็จะติดแปรงขึ้นมา จึงนำมาสอดที่รูตรงกลางของไม้ระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และสาวให้พ้นรอก 1 รอบ จากนั้นเวลาสาวไหม จะใช้มือทั้งสองข้าง โดยมือหนึ่งสาวไหมจากรอกลงภาชนะที่รองรับเส้นไหม ส่วนอีกมือหนึ่งถือไม้อันหนึ่งเรียกว่า "ไม้ขืน" ซึ่งมีลักษณะเป็นง่ามยาวประมาณ 1 ศอกเพื่อเพื่อใช้ในการกดและเขย่ารังไหมที่อยู่ในหม้อเพราะรังไหมที่อยู่ในหม้อนั้นจะลอยถ้าไม่กด และเขย่าก็จะเกาะกันแน่นสาวไม่ออก หรือออกมาในลักษณะที่เส้นไหมมีขนาดไม่สม่ำเสมอกัน เครื่องสาวไหมทั้งหมดเรียกว่า "เครื่องพวงสาว" การสาวไหมนี้ต้องหมั่นเติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะระวังอย่าให้น้ำถึงกับร้อนและเดือด

เครื่องมือในการสาวไหมประกอบด้วย
     1. เครื่องสาวไหม หรือ พวงสาว คือ รอกที่ใช้ดึงเส้นไหมออกจากหม้อ
     2. เตาไฟสำหรับต้มรังไหม อาจเป็นเตาถ่านหรือเตาที่ใช้ฟืนก็ได้
     3. หม้อสำหรับต้มรังไหมจะเป็นหม้อดินหรือหม้อเคลือบก็ได้ ที่นิยมใช้หม้อนึ่งข้าวเหนียว เรียกว่าหม้อนึ่งเพราะมีขอบปากบานออกรับกับพวงสาวได้พอดี
     4. แปรงสำหรับชะรังไหมทำด้วยฟางข้าว
     5. ถังใส่น้ำ เพื่อเอาไว้เติมน้ำในหม้อต้มเมื่อเวลาน้ำร้อนเดือด
     6. ไม้ขืน สำกรับเขี่ยรังไหมในหม้อให้เป็นไปตามต้องการและให้เส้นไหมผ่านขึ้นไปยังรอก
     7. กระบุงหรือตะกร้า สำหรับใส่เส้นไหม

ขั้นตอนการทำไหม

เส้นไหมที่สาวเสร็จแล้ว • การฟอกไหม 
          หลังจากที่สาวไหมจนหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ต้องนำไหมที่ได้นั้นมาฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกไหม ชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่หาง่ายอยู่ใกล้ตัว เช่น กาบกล้วย ใบกล้วย ต้นกล้วย ผักโขมหนาม ต้นตัง ไก่น้อย งวงต้นตาล ก้านตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาฝานให้บาง ผึ่งแดดให้แห้ง และเผาไฟจนเป็นเถ้า นำเถ้าที่ได้ไปแช่น้ำไว้ให้ตกตะกอน ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส นำไหมที่จะฟอกลงแช่โดยก่อนจะนำไหมลงแช่จะต้องทุบไหมให้อ่อนตัว เพื่อที่น้ำจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาว จึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ตามวิธีเดิมอีก จากนั้นการดึงไหมออกจากลุ่มไหมจะต้องทำโดยระมัดระวังไม่ให้พันกัน เส้นไหมที่ฟอกแล้วจะอ่อนตัวลง เส้นนิ่ม


• การย้อมสีไหม 
          สีไหมที่นิยมใช้ย้อมมี 2 ชนิด คือ
     -  สีย้อมที่ได้จากธรรมชาติ ได้จากต้นไม้ ใช้ได้ทั้งใบ เปลือก ราก แก่นและผล ชาวอีสานรู้จักการย้อมสีไหมให้ได้สีตามต้องการ จากสีธรรมชาติมานานแล้ว มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรเริ่มจากไปหาไม้ที่จะให้สีที่ต้องการ ซึ่งจะอยู่ในป่าเป็นส่วนไหญ่ บางสีต้องการใช้ต้นไม้หลายชนิด ทำให้ยุ่งยาก เมื่อได้มาแล้วต้องมาสับมาซอย หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มกรองเอาน้ำให้ได้มากตามต้องการ แล้วจึงนำไปย้อมแต่ละครั้งสีจะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนเดิมทีเดียว ทำให้เกิดรอยด่างบนผืนผ้าได้ ปัจจุบันจึงนิยมใช้สีเคมีเป็นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เพราะย้อมง่าย ขั้นตอนที่ทำไม่ยุ่งยากซับซ้อนสีที่ได้สม่ำเสมอ จะย้อมกี่ครั้งๆ ก็ได้สีเหมือนเดิมและสีติดทนนานมากกว่าสีจากธรรมชาติ ต้นไม้ที่นำย้อมแบบพื้นบ้าน สีที่ย้อมจากธรรมชาติ มีดังนี้
          1. สีแดง ได้จาก ครั่ง รากยอ
          2. สีน้ำเงิน ได้จาก ต้นคราม
          3. สีเหลือง ได้จาก แก่นขนุน ขมิ้นชัน แก่นเข
          4. สีเขียว ได้จาก เปลือกสมอและใบหูกวาง ใบเตย
          5. สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า
          6. สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ
          7. สีดำ ได้จาก เปลือกสมอ และลูกมะเกลือ ลูกระจาย
          8. สีส้ม ได้จากลูกสะตี (หมากชาตี)
          9. สีน้ำตาลแก่ ได้จาก จานแก่นอะลาง
          10. สีกากีแกมเขียว ได้จาก เปลือกเพกากับแก่นขนุน
          11. สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสงกับแก่นแกแล 

     -  สีย้อมวิทยาศาสตร์ หรือสีสังเคราะห์ มีส่วนผสมทางเคมีวิธีย้อมแต่ละครั้ง จะใช้สัดส่วนของสี และสารเคมีที่แน่นอนสีที่ได้จากการย้อมแต่ละครั้งจะเหมือนกัน แหล่งทอผ้าในปัจจุบันนิยมใช้สีย้อมวิทยาศาสตร์

:: แผนที่ การเดินทางไป หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง ::

JavaScript must be enabled in order for you to use Google Maps.
However, it seems JavaScript is either disabled or not supported by your browser.
To view Google Maps, enable JavaScript by changing your browser options, and then try again.

ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล และภาพประกอบ:
     • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมหาสารคาม
     • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม
ขอขอบคุณพิเศษ:
     • ผู้ที่มีส่วนร่วมในบทความต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบในข้อมูล และรวมถึงภาพประกอบในข้อมูล เพื่อเป็นอีกแหล่งข้อมูลของชาวจังหวัดมหาสารคาม.

คอมเมนต์  

 
0 #2 ศักดิ์สิทธิ์
อาจารย์3 โรงเรียนบ้านซับใหม่ปีการศึกษาห น้าจะพาเด็ก ม.6ไปดูงาน
อ้างอิง
 
 
0 #1 นิสิต มมส
ขอตัวอย่างน้ำเสียสีย้อมได้มั้ย คะ จะเอาไปทดลองบำบัดโดยใช้วิธีการ ตกตะกอนด้วยไฟฟ้าเคมีค่ะ
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

• เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง กรุณาใช้ข้อความสุภาพ และผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sarakhamclick.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

: 3929 ครั้ง
ห้างสรรพสินค้าเสริมไทย
รอบหนังมหาสารคาม โปรแกรมหนัง เช็ครอบหนัง
เนยหวาน
ผลฟุตบอลล่าสุด

ผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล
งวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2555
814418 31
504 309 902 101
อาร์ดีเคเบิ้ลทีวี
โรงเรียนกวดวิชาเตรียมทหารวรพล